เคยสงสัยไหม ว่า น้ำมันเครื่อง กับน้ำมันเกียร์แมนนวล (เกียร์กระปุก) เหมือนหรือต่างกันที่อะไร ?

เคยสงสัยไหม ว่า น้ำมันเครื่อง กับน้ำมันเกียร์แมนนวล (เกียร์กระปุก) เหมือนหรือต่างกันที่อะไร ?

ในปัจจุบันน้ำมันเกียร์ถือได้ว่า เข้ามามีบทบาทสำคัญกับระบบเกียร์ของรถยนต์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติ หรือที่รู้จักกันว่า เกียร์ออโต้ และระบบเกียร์แมนนวล หรือที่รู้จักกันว่า เกียร์กระปุก

โดยจะสังเกตได้จาก ในยุคที่ย้อนหลังกลับไปสัก 10-20 ปีที่แล้ว รถยนต์รุ่นเก่า ๆ ที่มีการออกมาบอกว่า น้ำมันเกียร์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนถ่าย โดย สามารถที่จะใช้งานน้ำมันเกียร์กับระบบเกียร์ของรถยนต์ ได้ยาวนาน ตลอดจนครบ อายุการใช้งานของรถยนต์คันนั้น ๆ เลยก็ว่าได้ จนเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบเกียร์ของรถในหลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อ จนสุดท้ายจึงต้องมีการระบุข้อมูลลงไปใน ระยะการตรวจสอบของรถ ว่าให้มีการตรวจสอบ และมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ในระบบ ตามที่คู่มือของรถรุ่นนั้น ๆ กำหนด เช่นการแนะนำให้มีเปลี่ยนถ่ายทุก 40,000 กิโลเมตร แต่ในรถบางรุ่น บางยี่ห้อ ก็มีการแนะนำให้เปลี่ยนถ่ายที่ 195,000 กิโลเมตร (เกียร์แมนนวลหรือเกียร์กระปุกของรถกระบะ สัญชาติยุโรป ยี่ห้อหนึ่ง) โดยความเหมาะสมในการเปลี่ยนถ่าย จะขึ้นอยู่กับลักษณะปัจจัยโดยรวม ของระบบเกียร์ และพื้นที่การใช้งานของรถคันนั้น ๆ เป็นสำคัญ

ถ้าเป็นน้ำมันเกียร์ของระบบเกียร์แมนนวล หรือที่รู้จักกันว่า เกียร์กระปุก จะมีลักษณะของเบอร์ความหนืด และมีค่ามาตรฐาน API ที่เป็นของน้ำมันเกียร์โดยเฉพาะ ซึ่งน้ำมันเกียร์มักจะเริ่มต้นเลขหน้า w ที่เป็นเลข 75w , 80w , 90w เป็นต้น และเลขหลัง w จะเป็นกลุ่มตัวเลข 80, 85, 90, 140 เป็นต้น และมาตรฐาน API ของน้ำมันเกียร์กระปุก ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ มาตรฐาน API GL-1, 2, 3, 4, 5, 6 ซึ่งในปัจจุบัน มาตรฐาน GL ที่ยังได้รับความนิยมอยู่ คือ GL-3, GL-4, GL-5 และ GL-6 เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้งานเคยสังเกตไหมว่า น้ำมันเกียร์ของรถยนต์หลาย ๆ ยี่ห้อ ทำไมถึงมีตัวเลขที่บ่งบอกถึงเบอร์ความหนืดของน้ำมันเกียร์แบบแปลก ๆ มาให้ผู้ใช้งานได้สังเกตุเห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นเลขความหนืด เช่น 5w-30, 10w-30, 15w-40

 

รูป  :  น้ำมันเกียร์ยี่ห้อหนึ่ง เบอร์ความหนืด 5w-30

 

สำหรับผู้ที่เคยศึกษา หรือมีความรู้เรื่องมาตรฐานของ เบอร์ความหนืดของน้ำมันมาบ้าง อาจจะสังเกตเห็นได้ว่า เบอร์น้ำมันเหล่านี้ คล้ายกับเบอร์ความหนืดของน้ำมันเครื่องเลย หรือว่ามันจะเป็นน้ำมันเครื่องจริง ๆ แล้วศูนย์บริการของรถยนต์ รุ่น นั้น ๆ ก็ใช้น้ำมันเหล่านั้น ใส่ไปในระบบเกียร์กระปุกของรถ

 

รูป  :  รูปน็อตอ่างน้ำมันเกียร์ FILL ENGINE OIL

 

หรือแม้แต่ในรถกระบะบางรุ่น ยังมีการระบุข้อความอยู่ที่น็อตอ่างน้ำมันเกียร์ ว่า FILL ENGINE OIL แปลว่า ใส่น้ำมันเครื่อง แล้วถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง มันสามารถใส่ได้ด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นเราลองไปตามหาคำตอบกัน

โดยในการผลิตน้ำมันเครื่อง เราจะใช้วัตถุดิบหลักตั้งต้น ที่มีชื่อเรียกว่า น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน หรือ เบสออยล์ (BASE OIL) ในปริมาณ 85-90% และนำสารเติมแต่งหรือสารเพิ่มคุณภาพ ที่เรียกกันว่า Additiveในปริมาณ 10-15% มาผสมกับน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน มีการให้ความร้อน และมีการปั่นกวนส่วนผสมต่าง ๆให้เข้ากัน จนสุดท้ายได้ออกมาเป็นน้ำมันเครื่อง

รูป  :  อัตราส่วนผสมน้ำมันเครื่อง

 

แต่ในการผลิตน้ำมันเกียร์ เราจะใช้วัตถุดิบหลักตั้งต้น ที่มีชื่อเรียกว่า น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน หรือ เบสออยล์ (BASE OIL) ในปริมาณ 90-95% และนำสารเติมแต่งหรือสารเพิ่มคุณภาพ ที่เรียกกันว่า Additive ในปริมาณ 5-10% มาผสมกับน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน มีการให้ความร้อน และมีการปั่นกวนส่วนผสมต่าง ๆให้เข้ากัน จนสุดท้ายได้ออกมาเป็นน้ำมันเกียร์

รูป  :  อัตราส่วนผสมน้ำมันเกียร์

 

สังเกตเห็นอะไรไหม ว่าในการผลิตน้ำมันเครื่องกับน้ำมันเกียร์มีอะไรที่คล้ายคลึงกันมาก ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิต วัตถุดิบหลักที่ใช้ และอัตราส่วนผสม ที่มีอัตราส่วนที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ที่จะแตกต่างกันจริง ๆ ก็จะเป็นเรื่องของสารเติมแต่งหรือสารเพิ่มคุณภาพ ซึ่งตามมาตรฐานของน้ำมันเกียร์ จะตรงกับมาตรฐาน API GL เท่านั้น ที่เป็นมาตรฐานที่เหมาะสมกับระบบเกียร์แมนนวลหรือเกียร์กระปุกโดยเฉพาะ ที่ถูกออกแบบมาให้มีส่วนผสมของสารรับแรงกด ที่ค่อนข้างจะมาก เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับลักษณะการทำงานของเกียร์ ที่จะต้องมีการขบ กระทบ ของฟันเฟืองอยู่ตลอดเวลา และยังมีเคมีเป็นมิตรกับชิ้นส่วนของเกียร์ เช่น ชิ้นส่วนที่มีส่วนผสมของทองแดง เพราะวัสดุที่มีส่วนผสมของทองแดงจะเป็นวัสดุที่ค่อนข้าง จะเกิดผลกระทบได้ง่ายที่สุด โดยหากมีเคมีที่ผิดประเภท เข้าไปสัมผัส หรือไปทำปฏิกิริยากับในระบบเกียร์ก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อระบบเกียร์ได้ แต่ ถ้าไม่มองถึงในเรื่องของเคมี สารเพิ่มคุณภาพ หรือ API ก็จะสังเกตุเห็นได้ว่า น้ำมันเกียร์กับน้ำมันเครื่องมีความต่างกัน ในเรื่องของอัตราส่วนผสม เพียงเล็กน้อย ซึ่งนั่นอาจจะไม่ถือว่าเป็นสาเหตุที่ อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเกียร์แมนนวลหรือเกียร์กระปุก ก็เป็นได้ หากได้มีการนำน้ำมันเครื่องไปใช้กับระบบเกียร์แมนนวลหรือเกียร์กระปุกจริง ๆ เพราะโดยลักษณะการทำงานของระบบเกียร์กระปุก ก็ไม่ได้มีการทำงานที่ซับซ้อนอะไร เพียงแต่มีการส่งกำลังงานผ่านฟันเฟือง ที่มีขนาด และอัตราทดที่แตกต่างกัน และใช้คุณสมบัติของน้ำมันเกียร์ ช่วยในการหล่อลื่น ระบายความร้อน ต้านทางการสึกหรอ และป้องกันการเกิดสนิม เท่านั้น

แล้วในเรื่องของความหนืดหละ เพราะในระบบเกียร์ ค่าความหนืดของน้ำมันเกียร์ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานของเกียร์เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าค่าความหนืดของน้ำมัน มีความไม่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อการทำงานของระบบเกียร์ได้โดยตรง เช่นเกียร์อาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนอัตราทดได้ หรือที่เรียกกันว่า (เกียร์เข้าไม่ได้) แล้วน้ำมันเครื่องกับน้ำมันเกียร์ มันมีความหนืด ที่เหมือนหรือใกล้เคียงกันขนาดไหน ถ้ามีการเอาไปใส่ในระบบเกียน์แมนนวลหรือเกียร์กระปุกจริง มันจะสามารถทำให้เกียร์ทำงานได้จริงหรือ ? แล้วความหนืดของน้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และ จริงหรือไม่ ที่ในรถยนต์หลาย ๆ รุ่น หลาย ๆ ยี่ห้อ มักจะเหมารวม เอาน้ำมันเครื่องมาใส่ใน เกียร์แมนนวลหรือเกียร์กระปุก หรือมันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น ถ้าอย่างนั้นไปตามดูข้อมูลกันต่อ ?

 

รูป  :  เกียร์แมนนวล หรือเกียร์กระปุก

 

SAE Viscosity Grade @ 100 °c 

 

Grade

Min Max

5w

3.8

10w

4.1

15w

5.6

20w

5.6
20 5.6

<9.3

30 9.3

<12.5

40 12.5

<16.3

50 16.3

<21.9

60 21.9

<26.1

 

Viscosity (ค่าความหนืด)

ค่าความหนืด ตามมาตรฐาน (ASTM D445) จะเป็นการวัดค่าความหนืดของน้ำมันที่อุณหภูมิ 40 °c และ 100 °c โดยหากเป็นน้ำมันเกรดตามมาตรฐาน SAE (เช่น น้ำมันเครื่อง) จะวัดค่าอุณหภูมิกันที่ 100 °c เพื่อดูค่าความหนืด

แต่หากเป็นน้ำมันเกรดตามมาตรฐาน ISO (เช่น น้ำมันไฮดรอลิค) จะวัดค่าอุณหภูมิกันที่ 40 °c  เพื่อดูค่าความหนืด
ค่าความหนืดของ SAE Viscosity Grade (Gear oil) @ 100 °c

SAE Viscosity Grade

Maximum Temperature for a viscosity of 150,000 cP (°c) ASTM D 2983 Kinematic Viscosity Minimum (cSt) a 100°c ASTM D445 Kinematic Viscosity Maximum (cSt) a 100°c ASTM D445

70w

-55°c 4.1

75w

-40°c 4.1

80w

-26°c 7

85w

-12°c 11

80

7 <11.0

85

11

<13.5

90 13.5

<18.5

110 18.5

<24.0

140 24

<32.5

190 32.5

<41.0

250 41

** การทดสอบนี้ จำเป็นต้องรักษาค่าความหนืดหลังจาก 20 ชั่วโมง ในการทดสอบ CEC-L-45-A-99

** หมายเหตุ (<  สัญลักษณ์แสดงค่าว่า_น้อยกว่า)

 

วิธีการอ่านค่าความหนืดของ SAE Viscosity Grade

ตัวอย่างที่ 1
ในแถวที่ 1 คอลัมน์ที่หนึ่ง หัวข้อ Grade หมายถึงเกรดของความหนืด ( 5w ) คือ ค่าที่จะดูค่าความหนืด

ในแถวที่ 2 คอลัมน์ที่หนึ่ง หัวข้อ Min หมายถึงค่าความหนืดที่ต่ำสุด ของ ( 5w ) แต่ 5w ไม่มีค่าความหนืดที่ค่า Min

ในแถวที่ 3 คอลัมน์ที่หนึ่ง หัวข้อ Max หมายถึงค่าความหนืดที่สูงสุด ของ ( 5w ) มีค่าเท่ากับ 3.8

ตัวอย่างที่ 2
ในแถวที่ 1 คอลัมน์ที่หก หัวข้อ Grade หมายถึงเกรดของความหนืด ( 30 ) คือที่จะดูค่าความหนืด

ในแถวที่ 2 คอลัมน์ที่หก หัวข้อ Min หมายถึงค่าความหนืดที่ต่ำสุด ของ ( 30 ) มีค่าความหนืดที่ค่า Min เท่ากับ 9.3

ในแถวที่ 3 คอลัมน์ที่ห้า หัวข้อ Max หมายถึงค่าความหนืดที่สูงสุด ของ ( 30 ) มีค่าเท่ากับ <12.5

จากข้อมูลในเบื้องต้นนี้ เราก็สามารถนำค่าทั้งหมดมารวมกัน เพื่อแสดงผลออกมาว่า น้ำมันเครื่องที่เราเลือกใช้มีความหนืด ที่อุณหภูมิการทดสอบที่ 100 °c อยู่ที่เท่าไหร่

5w มีความหนืดเท่ากับ 3.8
20 มีความหนืด ที่ค่า Min เท่ากับ 5.6 แต่ไม่เกินค่า Max ผลที่ได้ (น้อยกว่า) 9.3

สามารถอ่านเป็นผลรวมได้ว่า ที่เบอร์ความหนืดของน้ำมันเครื่อง ที่ 5w-30 มีค่าความหนืด เริ่มต้นตั้งแต่ 3.8 จนถึงไม่เกิน 9.3

 

วิธีการอ่านค่าความหนืดของ SAE Viscosity Grade (Gear oil)

ตัวอย่างที่ 3
ในแถวที่ 1 คอลัมน์ที่สอง หัวข้อ SAE Viscosity Grade หมายถึง เกรดของความหนืด ( 75w ) คือค่าที่จะดูค่าความหนืด

ในแถวที่ 2 คอลัมน์ที่สอง หัวข้อ Maximum Temperature for a viscosity of 150,000 cP (°c) ASTM D 2983 หมายถึง ค่าอุณหภูมิเย็นสูงสุด ที่ 150,000 cP ที่จะสามารถรับได้ ถึง -40°c (แต่ในประเทศไทยไม่มีอากาศเย็นถึงขั้นติดลบแบบนี้ ในหัวข้อนี้จึงไม่มีผลอะไร)

ในแถวที่ 3 คอลัมน์ที่สอง หัวข้อ Kinematic Viscosity Minimum (cSt) a 100°c ASTM D445 หมายถึง ค่าความหนืดต่ำสุด ที่อุณหภูมิทดสอบ ที่ 100°c ในช่องนี้ ค่าความหนืดที่ได้ มีค่าเท่ากับ 4.1

ในแถวที่ 4 คอลัมน์ที่สอง หัวข้อ Kinematic Viscosity Maximum (cSt) a 100°c ASTM D445 หมายถึง ค่าความหนืดสูงสุด ที่อุณหภูมิทดสอบ ที่ 100°c ในช่องนี้ ค่าที่ 75w (ไม่มีการตรวจวัด)

ตัวอย่างที่ 4
ในแถวที่ 1 คอลัมน์ที่หก หัวข้อ SAE Viscosity Grade หมายถึงเกรดของความหนืด ( 85 ) คือค่าที่จะดูค่าความหนืด

ในแถวที่ 2 คอลัมน์ที่หก หัวข้อ Maximum Temperature for a viscosity of 150,000 cP (°c) ASTM D 2983 หมายถึง ค่าอุณหภูมิเย็นสูงสุด ที่ 150,000 cP ที่จะสามารถรับได้ ถึง -40°c (แต่ในประเทศไทยไม่มีอากาศเย็นถึงขั้นติดลบแบบนี้ ในหัวข้อนี้จึงไม่มีผลอะไร)

ในแถวที่ 3 คอลัมน์ที่หก หัวข้อ Kinematic Viscosity Minimum (cSt) a 100°c ASTM D445 หมายถึง ค่าความหนืดต่ำสุด ที่อุณหภูมิทดสอบ ที่ 100°c ในช่องนี้ ค่าความหนืดที่ได้ มีค่าเท่ากับ 11

ในแถวที่ 4 คอลัมน์ที่หก หัวข้อ Kinematic Viscosity Maximum (cSt) a 100°c ASTM D445 หมายถึง ค่าความหนืดสูงสุด ที่อุณหภูมิทดสอบ ที่ 100°c ในช่องนี้ ค่าความหนืดที่ได้ มีค่าเท่ากับ (น้อยกว่า) 13.5

จากข้อมูลในเบื้องต้นนี้ สามารถนำค่าทั้งหมดมารวมกัน เพื่อแสดงผลออกมา ว่าน้ำมันเครื่องที่เราเลือกใช้มีความหนืด ที่อุณหภูมิการทดสอบที่ 100 °c อยู่ที่เท่าไหร่

75w มีความหนืดเท่ากับ  4.1
85 มีความหนืด ที่ค่า Min ที่อุณหภูมิทดสอบที่ 100°c ผลที่ได้ เท่ากับ 11, ค่า Max ที่ 100°c ผลที่ได้ (น้อยกว่า 13.5)

สามารถอ่านเป็นผลรวมได้ว่า ที่เบอร์ความหนืดของน้ำมันเกียร์ ที่ 75w-85 มีค่าความหนืด เริ่มต้นตั้งแต่ 4.1 จนถึงไม่เกิน 13.5 และถ้านำค่าความหนืดของสินค้าน้ำมันเครื่อง ที่เบอร์ความหนืด 5w-30 มาเทียบกับเบอร์ความหนืดของน้ำมันเกียร์ 75w-85 ก็จะทำให้เห็นว่า ถ้าไม่นับรวมเคมีภายในน้ำมัน ที่ต่างกันที่มาตรฐาน API ค่าความหนืดของสินค้าทั้งสองประเภท มีความใกล้เคียงกันอีกด้วย

 

Grade

ค่าความหนืด เริ่มต้น จนถึงไม่เกิน

5w-30

3.8

9.3

75w-85 4.1

13.5

 

จึงเป็นสาเหตุของที่มา ว่าทำไมในน้ำมันเกียร์แมนนวล หรือเกียร์กระปุกของรถ หลาย ๆ รุ่น หลาย ๆ ยี่ห้อ ถึงมีเบอร์ของน้ำมันเกียร์ที่แตกต่างกันออกไป และถ้าเป็นน้ำมันเครื่อง สามารถที่จะนำไปใส่ในระบบเกียร์ได้จริงหรือไม่ แล้วไปใส่ในระบบของน้ำมันเกียร์แมนนวลหรือเกียร์กระปุก จะไม่ส่งผลอะไรต่อระบบเกียร์ หรืออย่างไร และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูล ของการสันนิฐาน ประกอบการพิจารณา สำหรับผู้ที่มีความสงสัย หรือมีความคิดเห็นกับเรื่องน้ำมันเกียร์ประเภทนี้ คล้ายกับผู้เขียน ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ต่อ ความคิดเห็นประเภทนี้ แต่เราไม่ได้ต้องการมาแสดงความคิดเห็นเพื่อโจมตีใคร ทั้งสิ้น แต่เรามีความต้องการที่จะเสนอแนวโน้มและข้อมูลจากเหตุผลต่าง ๆ ประกอบการพิจารณา เพื่อใช้สำหรับเป็นข้อมูลแนะนำ ประกอบการเลือกใช้สินค้าน้ำมันที่ถูกต้อง ถูกประเภท ให้เหมาะกับรถยนต์ที่ได้เลือกใช้มากที่สุด ต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลสำหรับการอ้างอิง
http://www.focuslab.co.th/th/oilanalysis.php
https://www.lubrizoladditives360.com/sae-j306-explained/
http://www.tribology-abc.com/abc/viscosity.htm
https://en.wikipedia.org/wiki/Gear_oil
https://www.widman.biz/English/Tables/J306.html

Technical Dept.

Comments are closed.
TECHNICAL TOOL SUPPORT